個人檔案.¸¸·´¯`ஐ ...¤¸¸.·´"WelCo...相片部落格清單 工具 說明
3月3日

.

Pattaramanon Nattapong

職業
興趣
Simple simple & simple
這個分享空間沒有任何的音樂清單。

.¸¸·´¯`ஐ ...¤¸¸.·´"WelCoMe 2 mY PaRaDiSE"..·.¸¸·´¯`·.¸¸.ஐ

第 1 張 / 共 1 張
3月27日

๏[-ิ_•ิ]๏ อาการที่เค้าเรียกว่าหงุดหงิด{{{(>_<)}}}

QQ

QQ

"หงุดหงิด"

ไม่รู้เกิดเป็นไรขึ้นมา เกิดอาการที่เรียกว่าหงุดหงิดขึ้นมาในสมอง 

พูดถึงเรื่องหงุดหงิดแล้วก็ขออธิบายอาการหงุดหงิดของเหล่าบรรดาคนขี้หงุดหงิดเท่าที่เคยพบเจอมาละกัน

แบ่งเป็น 4 ประเภท

ประเภทที่1

"กูหงุดหงิดไรไม่รู้ แล้วกูก็พาลหงุดหงิดตัวเอง"

ประเภทนี้จะประมาณว่า กูไปเจอเรื่องหงุดหงิดมาไม่มีที่ลงกูลงกะตัวเองดีกว่า คือทำไรก็จะขัดหูขัดตาตัวเองตลอด

ประเภทที่2

"กูหงุดหงิดไรไม่รู้ กูลงกะเพื่อนไว้ก่อน"

ประเภทนี้จะเป็นประเภทที่น่าเบื่อที่สุด พ่อตาย แม่ยายเสีย เมียมีชู้ กูไม่สน กูลงกับเพื่อนไว้ก่อน ประมาณว่าอยากหาที่ระบาย อยากได้คนปลอบ แต่แสดงอาการไม่ถูก จากการได้รับการปลอบจะกลายเป็นการถีบแทน

ประเภทที่3

"กูหงุดหงิดไรมาไม่รู้ กูไม่บอกใคร"

ประเภทนี้จะประมาณว่า กูเก็บกด กูอยากระบายกะเพื่อนแต่ถ้าจะให้ไปพูดกะมันตรงๆเลยมันไม่เท่ รอให้เพื่อนมันมาถามเองดีก่า คนประเภทนั้จะพยายามแกล้งทำเงียบเกินกว่าความเป็นจริง

ประเภทที่4

"กูหงิดหงิด แต่กูจะเลือกหงุดหงิดใส่เฉพาะคน"

คนประเภทนี้ก็น่ารำคาญเช่นกัน มันขัดลูกกะตาเจงๆ มะกี้กูเห็นชัดๆเลยว่าเมิงคุยแบบยิ้มแย้มอยู่ แล้วไมมาคุยกะกรูเมิงมาทำท่ายังกะแย้หิวงั้นล่ะ

 

เท่าที่นึกออกตอนนี้ก็มีเท่านี้แหละ

 

ที่สาธยายมาก็แค่อยากจะเตือนใครที่อาจจะเป็นแบบที่บอกมา ลองคิดดูบ้างถ้าคนอื่นมาทำงั้นใส่เราเราคงไม่ชอบ ฉะนั้นเราก็อย่าพยายามทำอย่างงั้นใส่คนอื่น

หงุดหงิดอ่ะใครๆเค้าก็เป็นกัน

แต่ความเท่มันอยู่ที่ว่าใครหงุดหงิดแล้วเก็บอารมณ์ไว้ อย่าไปแสดงออก

 

ใครที่เคยเจอคนขี้หงุดหงิดยังไงก็เล่าสู่กันฟังได้ อยากรู้ว่ามีอีกกี่ประเภทที่เรายังไม่เคยเจอ เผื่อจะได้ทำใจไว้ก่อน 555+

 

เออ วันที่ 3เมษา-31พฤษภา ไปฝึกงานแล้วนะ ไม่รู้จะได้มาอัพอีกป่าว ถ้ามีเวลาจะแวะมาเรื่อยๆละกัน

 

"Thanks for your comments"

QQ
QQ
 
  วันนี้เอาไว้แค่ละกัน BYE
3月18日

(¯`•._.•เที่ยวกาญจนบุรี อีกหนึ่งความประทับใจ•._.•´¯)

     
 

อ่า....หลังจากไปกาญจนบุรีมาได้1อาทิตย์แล้ว ไม่มีเวลามาเล่าให้ฟังซักที เนตที่หอก็หมดพอดี เอาเป็นว่าเริ่มเลยดีกว่า..

เริ่มจากวันนั้นเป็นวันที่11มีนาหลังจากสอบเสร็จกันหมด เหล่าบรรดา5หนูพี่น้องพร้อมด้วยจอมยุทธพเนจรอีก1 ออกเดินทางกันก่อนตี5 ไปขึ้นรถที่สายใต้ใหม่ กว่าจะมาถึงกาญจนบุรีก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง ต่อรถไปถึงน้ำตกอีกก็ประมานบ่าย1

ข่าวร้ายอย่างแรกเลยคือที่พักที่อุทยานเต็ม55 ก็เลยได้ไปอยู่แพที่พักฝั่งตรงข้ามอุทยาน ซึ่งมองเห็นกันได้ อยู่ไม่ไกลนัก

เมื่อไปถึงเลยแรกเริ่มก็เดินลุยกันขึ้นน้ำตกเลย รู้สึกว่าจะไปถึงกันประมานชั้น4"อกนางผีเสื้อ" มีน้ำลึกและมีเนินหินที่เป็นสไลเดอร์ ไอ้ด้วยความที่ทนคำยุเพื่อนไม่ได้บวกกับความอยากเท่(ซะงั้น) จึงเกิดการไถลลงมาตามเนินหิน ผลที่ตามมาคือ ตูดระบมสิครับท่าน เนื่องจากว่าหินลดเลี้ยวเคี้ยวคดเป็นรูปตัวเอส จังหวะเลี้ยวนี่ตัวลอยจากพื้นซะ ตูดกระแทกอย่างจัง หลังจากนั้นพวกเพื่อนที่ยุให้โดดก็ตาเห็นแสงสว่างว่ามันเจ็บแน่ๆเลยเจือกไม่โดด(ตกลงกุโง่ช่ายป่าววะ)

เล่นน้ำกันเสร็จกลับมาที่พัก(จ้างรถมา100บาท ไม่ถึง2กิโล แพงชิบ) ที่พักดีใช้ได้เลย นั่งดีดกีตาร์ชิวมากๆ เพื่อนมันยังโดดน้ำกันไม่สะใจกลับมาโดกันต่อที่แพ หลังจากนั้นถึงเวลาHappy mealsที่เพื่อนๆรอคอย คือการนั่งสาดเหล้าเข้าลำคอ555+ วันนั้นไปซื้อเบียร์ช้างมา3ลัง กินกันจนพับแล้วแต่เบียร์ยังไม่หมดซะง้าน(ตามประวัติไม่มีเหลือนะ) อาจจะเป็นเพราะความอ่อนล้าของร่างกายด้วยมั๊ง

แต่ในวงเหล้าใครว่ามีแต่เรื่องไร้สาระ เรื่องไร้สาระบางเรื่องก็ทำให้คนบางคนร้องไห้ไปได้เหมือนกัน(อาจรวมถึงบางคนที่ร้องไห้ตามน้ำ ประมานว่าอารมณ์มันพาไป พอตื่นมาจำไรไม่ได้55+)

แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยระหว่างเรากลุ่มเพื่อนฝูงก็เข้าใจไรกันมากขึ้น

หลังจากเมากันได้ที่ก็เข้านอนกันอย่างสุขสวัสดิ์ด้วยความหนาวเหน็บ (ในความหนาวเหน็บนั้นจะมีอะไรเกิดขึ้นก็คิดกันเอาเอง555+)

เช้าวันต่อมาตื่นกันมาแต่เช้าเลย แต่ก็กว่าจะโอ้เอ้กันนาน กว่าจะได้ออกเดินทางต่อ หาข้าวกินก่อน จากนั้นโบกรถไปยังน้ำตกอีกรอบ เป้าหมายคือน้ำตกชั้นที่7 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุด

พอมาถึงเร่งฝีเท้าเดินกันไปชั้น7ด้วยความเมา(ค้าง)ถึงชั้น7ถ่ายรูปกัน แล้วก็เดินย้อนลงมาเรื่อยๆ มาหยุดเล่นน้ำกันที่ประมานชั้น5-6 เป็นกิจกรรมประกวดท่าโดดน้ำกัน แต่ละคนจะมีท่าที่คิดกันเองและมีคนคอยถ่ายรูปตอนโดดให้ รู้สึกอาเฮียจะได้รับการโหวตท่าสวยสุดว่ะ

เล่นน้ำกันจุใจมามองดูนาฬิกาแล้วก็ได้เวลากลับแล้ว รถกลับเที่ยวสุดท้ายบ่าย4โมง เร่งเดินกันกลับมาจนถึงตีนเขา ทุกคนรีบจัด แต่มีบางคนที่เห็นได้ชัดว่าคงจะรีบกว่าใครอื่น ไม่ใช่ใคร อาเฮียเจ้าเก่า สังเกตได้จากกางเกงที่ใส่กลับด้าน 555+

กว่าจะกลับมาถึงกทม.ก็ปาเข้าไป5ทุ่ม(รถขับช้าและจอดบ่อยมาก) มาถึงที่หอพอดีเบียร์มันเหลือ6ขวด ก็เลยจัดการซะ เพื่อความหลับสบาย

จบไปแล้วอีก1trip สนุกสนานกันตามระเบียบ น่าสงสารคนที่ไม่ได้ไปจริงๆ สำหรับเพื่อนๆที่ไม่ได้ไปก็เอาไว้tripหน้าก็ชวนละกัน ไม่เคยพลาดอยู่แล้วว่ะ

สำหรับรูปสวยๆงามเอาไว้เด๋วจะเอามาลงให้ดูละกัน พอดีรูปอยู่ที่หอ แต่ตอนนี้กลับบ้านไม่ได้เอามาด้วย

ป.ล. มีความประทับใจมากมายที่เขียนเล่าไม่หมด ตกหล่นไปบ้าง ขออภัย

     

 

 

( > c < )เอาประวิติโดราเอม่อนมาฝากกัน..·.¸¸·´¯`·.¸¸.ஐ

               

                            

               เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2512 เป็นวันที่เริ่มตีพิมพ์การ์ตูนโดราเอม่อน จึงมีการ์ตูนเกิดขึ้นเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องราวของ แมวหุ่นยนต์แห่งโลกอนาคตเกิดขึ้นมา พร้อมกับของวิเศษต่าง ๆ เพื่อมาช่วยเหลือโนบิตะนักเรียนชั้นประถม 4 ที่เรียนหนังสือไม่เก่ง เล่นสนุกไปวัน ๆ และโดนเพื่อน ๆ แกล้งเสมอ จนเมื่อวันหนึ่งเมื่อลิ้นชักโต๊ะในห้องนอนของโนบิตะเปิดออกเป็นการเริ่มต้นของเรื่อง ราวที่เต็มไปด้วยจิตนาการของเด็ก ๆ และโด่งดังมากในญี่ปุ่น และโด่งดังไปทั่วโลก เรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายด้วยปลายปากกาของ อาจารย์ฟูจิโมโตะ ฮิโรชิ และอาจารย์อาบิโกะ โมโตโอะ ที่ช่วยกันสร้างโลกแห่งจิตนาการนี้ให้เกิดขึ้น และได้รับความนิยมจนมีฉบับรวมเล่ม สามารถจำหน่ายได้ถึง 100 ล้านเล่มในญี่ปุ่น หนังสือได้ตีพิมพ์เป็นภาษาต่างๆถึง 9 ภาษา และสร้างเป็นภาพยนต์การ์ตูนกว่า 1,300 ตอน

                ชื่อโดราเอมอน มาจากคำว่า...โดราเนโกะ แปลว่า แมวหลงทาง เอมอน เป็นคำเรียกต่อท้ายชื่อของเด็กชายในสมัยก่อน โดราเอมอน เกิดขึ้นโดยความบังเอิญในขณะที่ 2 นักเขียนการ์ตูนชื่อฮิโรชิ ฟูจิโมโต และโมโตโอะ อาบิโกะขณะที่กำลังจินตนาการสร้างการ์ตูนตัวใหม่ด้วยความลำบากและกดดันเนื่องจากเหลื อเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงจะถึงกำหนดส่งต้นฉบับิบังเอิญเหลือบเห็นตุ๊กตาของลูกสาว ทำให้นึกต่อไปถึงตุ๊กตา แมว ล้มลุก และกลายเป็นโดราเอมอนในที่สุด

               โดราเอม่อน หนัก 129.3 กก. สูง 129.3 ซม.

               โดราเอม่อนเป็นแมวหุ่นยนต์ในศษตวรรษที่ 22 แห่งโลกอนาคต 

               อาหารที่เขาโปรดปรานที่สุดคือขนมโดรายากิ ทำด้วยถั่วแดงและแป้งหวาน

               โดราเอม่อนเกิดเมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2655 หนัก 129.3 กก. สูง 129.3 ซม.

               กระโดดได้สูง 129.3 ซม. และยังวิ่งได้เร็วถึง 129.3 กม. / ชม. ตัวอ้วนกลมสีน้ำเงิน

               สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือหนู เพราะว่าโดราเอม่อนเคยถูกหนูกินหูของตัวเองจนทำให้ตอนนี้เขากลายเป็นแมวหุ่นยนต์ที่ไม่มีหู

              ในกระเป๋าหน้าท้องของโดราเอม่อนมีของวิเศษมากมายที่ใช้คอยช่วยเหลือโนบิตะในศตวรรษที่ 20 เพื่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในโลกอนาคตนั่นเอง

              p.s. ขอฝากนิดนึง........

 ความสามารถเฉพาะตัวของโบนิตะคือ การยิงปืนได้แม่นยำ และการนอนหลับ (เรื่องจริง สังเกตได้จากหลายๆตอน)

                                                               

3月4日

ⒿⓐⓑⓒⓗⒶⓘ....(◡‿◡✿)

         อ่า....หลังจากไม่ได้อัพspaceมาเกือบเดือน เพราะไม่รู้จัอัพไรอ่ะนะ

               วันนี้ก็มาเล่าเรื่องสารพัดเรื่องดีกว่า

         ช่วงนี้ป่วยอ่ะ ไม่สิพูดป่วยมันจะหนักไป(เด๋วมีคนเปนห่วง555) เอาเปนว่าแค่เปนหวัด  สาเหตุหลักๆเลยอ่านะ จะไม่ให้เปนหวัดได้ไง ก๊วนๆพี่แก่ล่อสุราบ้างล่ะ เบียร์บ้างล่ะ แบบวันเว้นวัน (เรื่องจิงไม่ได้โม้)  เกิดมาก็พึ่งเคยเจออะไรอย่างงี้ (อาจเรียกได้ว่ามรสุม)   ไอ้เราก็ทั้งๆที่เจ็บคออ่ะ ก็ยังห้ามใจไม่ไหว555

        จำได้ว่าวันสุดท้ายที่กินคือ2วันก่อน ทั้งๆที่เป็นช่วงสอบนะ ช่างให้ใจกันดีแท้ ไอ้เราก็หอบคอที่แสนจะเจ็บไปนั่งกระดกกะเค้า นั่งทรมานสุดๆ แต่บนความทรมานก็มีมิตรภาพว่ะ(อ้วกก...555) สมาชิกก๊วนเดิม หน้าเดิมทั้งน๊าน คนผ่านไปผ่านมาแถวนั้นเค้าจำหน้าได้หมดแล้ว คนในภาคเค้ารู้จักกันในนาม"แก็งค์เด็กชั่ว" ( ขอบคุณเพื่อนๆจิงๆว่ะ ที่ตั้งชื่อได้แบบว่า"สุดตรีนเจงๆ")

          แต่เค้าจะเรียกไงก็ช่างเหอะ เพราะเราถือคติที่ว่า"คนชั่วที่ช่วยเหลือผู้อื่น ยังดีกว่าคนดีที่ไม่ช่วยเหลือใคร" (555แอบภูมิใจในความชั่วตัวเอง)

          เอาเรื่องสอบดีกว่า ผ่านมา2วิชา บอกได้คำเดียวว่ะ "ทำไม่ได้เลย" แอบแค้นนิดๆ จานดันออกไม่เหมือนที่เก็งไว้ เซ็งจิตเรย เอาเหอะๆทั้ง2วิชานั่นไม่หวังไรมาก ขอ dog+อย่างต่ำละกันมาเลี้ยงเพิ่มหน่อย

          เมื่อวานไปดูหนังมา "เดะหอ" หนังก็ดีใช้ได้อ่ะ เปนหนังผีเรื่องแรกเลยที่ดูแล้วร้องไห้ ซึ้งจิงๆ มันไม่ได้มีแต่ผีๆมาหลอกให้ตกใจเปล่าๆอ่ะ มีเรื่องราวมากมายในหนัง ซึ่งอยากรู้ต้องติดตามเอง 555   จากนั้นไปซื้อหนังสือมา1เล่ม ชื่อหนังสือว่า"รอยพระยุคลบาท"(มีบางคนทำท่าตกใจเวลาที่บอกว่าเราซื้อมา) ไปยืนอ่านซักพักที่ซีเอ็ด อ่านไปเจอหน้านึงเกิดอาการขนลุกขึ้นมาทันที ทราบซึ้งในน้ำพระทัยในหลวง ไม่ลังเลเลยที่จะซื้อมาในราคา290บาท(ปกติหนังสือเรียนเล่มละ200 กว่าจะซื้อได้ต้องคิดแล้วคิดอีก)

     -*- ไม่รู้จะโม้อะไรแล้ว คงต้องจบไว้เพียงเท่านี้  เหมือนเดิม อย่าลืมดูแลสุขภาพด้วย

                           

                             

                                                                              

 

                                                                     
                                                                                :  

1月16日

"ชีวิต"

      เคยคิดเหมือนกันนะว่า ทำไมชีวิตของเรามันถึงมีแต่เรื่องร้ายๆ  แต่พอผ่านไปเวลามันก็สอนเราเอง จนทุกวันนี้เวลาที่มีคนมาบ่นหรือมาระบายกะเรา เราจะรู้สึกว่าเรื่องของพวกเค้าน่ะมันเป็นเรื่องเล็กน้อยจิงๆ คงเป็นเพราะชีวิตเคยผ่านเรื่องที่เลวร้ายกว่านี้มาเยอะมั๊ง (แถวบ้านเรียกคนกร้านโลก 555)  

       แค่อยากบอกเพื่อนๆว่า เรื่องบางเรื่องที่คิดว่ามันหนักหนาอ่ะ เมื่อเทียบกับคนอื่นมันอาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องธรรมดาเท่านั้นเอง 
       มีไรก็อย่าคิดมากละกัน เดี๋ยวหน้าจะแก่เปล่าๆ